ในโลกของเรานี้ มีผู้ที่สร้าง ดูหนังออนไลน์ ย้อนเวลาไปสู่อดีต และเจาะเวลาไปสู่อนาคตมากมายหลายเรื่องด้วยกัน แต่หนึ่งในภาพยนตร์ที่เรียกได้ว่าเป็นตำนานแห่งความคลาสสิก ของแนวหนังประเภทนี้ จะเป็นเรื่องไหนไปไม่ได้เลยนอกจาก Back to the Future ซึ่งมีทั้งภาคที่ย้อนไปสู่อดีต และทะลุเวลาไปสู่อนาคต

Back to the Future บึ่งรถย้อนเวลา 

Back to the Future เป็นภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์อเมริกันปี 1985 ที่กำกับโดย Robert Zemeckis และเขียนบทโดย Zemeckis และ Bob Gale โดยมีนักแสดงหนุ่มรูปหล่อในยุคนั้น Michael J. Fox แสดงเป็นเด็กชายวัยรุ่นตัวเอกของเรื่อง Marty McFly ซึ่งบังเอิญเดินทางย้อนเวลากลับไปในช่วงปี 1985 โดยเขาได้พบกับพ่อ-แม่ในอดีตในครั้งเยาว์วัย  และแม่ของเขาก็ดันตกหลุมนักเขาไปอีก ทำให้ตัวตนของเขาจะหายไป! ซึ่งเขาต้องรีบหาทางแก้ไขเรื่องนี้โดยด่วน เพราะร่างกายของเขาเริ่มเลือนหายไปทุกขณะ เพื่อนสนิทของเขา คือ นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง Emmett Brown ซึ่งเป็นผู้ประดิษฐ์รถยนต์สุดอัศจรรย์ที่มีชื่อว่า DeLorean รถที่ทะลุเวลาได้ 

ดูหนังออนไลน์

รายได้ของ Back to the Future และรางวัลที่ได้รับ 

Back to the Future เปิดตัวเป็นครั้งแรก วันที่ 3 กรกฎาคม 1985 สามารถสร้างรายได้ไปทั่วโลกมากกว่า 381 ล้านเหรียญ จนกระทั่งขึ้นแท่นกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในปี 1985 ได้รับรางวัล Hugo Award นอกจากนี้ยังได้รับการเสนอชื่อชิง 3 รางวัลจากรายการออสการ์ และ 5 รางวัลจาก BAFTA รวมทั้งรางวัล 4 ลูกโลกทองคำ รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในปี 2007 หอสมุดแห่งชาติ ได้คัดเลือกภาพยนตร์เรื่องนี้ เพื่อนำไปรักษาอนุรักษ์ใน National Film Registry ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2008 สถาบันภาพยนตร์อเมริกันแห่ง AFI ได้จัดอันดับให้ Back to the Future เป็นภาพยนตร์นิยายวิทยาศาสตร์ ที่ดีที่สุดอันดับ 10 นอกจากนี้ภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังสร้างออกมาถึง 2 ภาคต่อ ด้วยกัน ได้แก่… Back to the Future Part II ปี 1989 และ Back to the Future Part III ปี 1990 

ยินดีต้อนรับสู่ Back to the Future! สุดยอดแห่งความบันเทิง

Back to the Future คือ หนัง ที่ได้รับการยกย่องในเรื่องของความสนุก เป็นหนังไซไฟแนวตลก ที่เบาสมอง และมีอารมณ์ลุ้นสอดแทรกเข้ามาในเรื่องตลอดเวลา คำถามที่น่าสนใจในยามที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ เด็กยุค 80 จู่ ๆ จะปรับตัวเข้าสู่ยุค 50 ได้ดีหรือไม่? และเรื่องที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ พฤติกรรมของ Marty McFly ล้วนมีผลเปลี่ยนแปลงอนาคตทั้งสิ้น ถ้าตัวเขาหายไปจะทำอย่างไร?  โดยผู้เขียนบทอย่าง Zemeckis และ Bob Gale ก็ได้กลับไปให้ความสนใจในเรื่องของการทำงานพื้นฐาน โดยไม่ต้องกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ใส่ใจในเรื่องของมุขให้หนัก จนกระทั่งเกิดความบันเทิงขึ้นมาตั้งแต่ต้นจนจบ

ผลงานชิ้นเอกคลาสสิก

ภาพยนตร์ Sci-Fi เรื่องนี้ บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางข้ามเวลา ที่หลาย ๆ คนต่างชื่นชอบ มีการดำเนินเรื่องสไตล์คอมมิกผจญภัย ในยุค 80 ซึ่งเป็นการเดินทางข้ามเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โลกภาพยนตร์ การคัดเลือกตัวละครทุกตัวนั้น เกี่ยวข้องอย่างสมบูรณ์แบบ และการแสดงก็น่าตื่นเต้น หนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับ Back To The Future ก็คือ ทำให้คุณจมลึกไปกับความน่าเชื่อถือของเนื้อเรื่อง และหลังจากดูจบคุณจะไดใช้เวลาหลายชั่วโมง เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์ราวกับช่วงเวลาที่ไม่รู้จบ เรื่องราวนั้นมีความยอดเยี่ยม ถูกส่งต่ออย่างชาญฉลาด และสนุกสนาน

ในทุก ๆ ฉากมีพลังอันเหลือเชื่อ เพลงประกอบเองก็มีประสิทธิภาพมาก มีความลื่นไหล มาพร้อมจังหวะที่มั่นคง มีการใช้เทคนิคพิเศษที่เหมาะสม เป็นภาพยนตร์ที่เขียนได้ดีประเด็นก็คือให้ความบันเทิง มีการนำธีมที่น่าสนใจอย่างชาญฉลาด

ชีวประวัติของ Marty McFly ที่น่ารู้

Marty McFly เกิดที่ Hill Valley รัฐแคลิฟอร์เนีย ครอบครัวของเขามีเชื้อสายชาวไอริช ไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องชีวิตของ Marty ก่อนที่เขาจะย้อนกลับไปสู่อนาคตมากนัก แต่จากภาพยนตร์ภาคแรกเราได้ทราบข้อมูลมาว่า เขาจุดไฟเผาพรมห้องนั่งเล่นเมื่อตอนอายุ 8 ขวบ เขาได้พบกับเพื่อนสนิทต่างวัยของเขา ดร. Emmett Brown เมื่อเขาอายุประมาณ 14 ปี เขาได้พบห้องทดลองที่เต็มไปด้วยมากมาย และรู้สึกทึ่งกับสิ่งประดิษฐ์ทั้งหมดเหล่านี้ ทำให้เกิดความเลื่อมใสขึ้นมา ส่วนทางด็อกเตอร์เอง ก็ชอบที่ Marty ชอบงานของเขา และมิตรภาพของพวกเขาเริ่มต้นจาก ณ  จุดนี้

ในปี 1985 Marty ได้เล่นกีตาร์กับกลุ่ม The Pinheads และเขาชอบฟังเพลงขิงศิลปินชื่อดังในยุคนั้น อย่าง Huey Lewis ,The News, Tom Petty, The Heartbreakers และ Van Halen นอกจากนี้เขายังเป็นนักเล่นสเก็ตบอร์ดที่มีพรสวรรค์และพิสูจน์แล้วว่า เขาเป็นนักกีฬาที่ยอดเยี่ยมอันเนื่องมาจากทักษะที่เขาฝึกฝนเป็นอย่างดี นอกจากนี้เขายังถนัดในการเล่นเกมยิงอย่าง Wild Gunman อีกด้วย

ลักษณะนิสัยของ Marty เขาก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่เป็นมิตรกับผู้คน แต่ไม่พิถีพิถันกับในบางเรื่อง ทำให้เขามักพบอุบัติเหตุอยู่บ่อบครั้ง บางครั้งก็ยังขาดทักษะการคิด ตระหนึก ตรึงตรอง ที่สำคัญอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็มีความกล้าหาญเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอันตราย อีกทั้งยังเป็นคนฉลาดอีกด้วย เขายังแสดงให้เห็นถึงทักษะการต่อสู้ หนังใหม่ บนถนนที่ดีและพื้นฐานเขามักจะมีเรื่องชกต่อยแบบไม่กลัวเกรงคู่ต่อสู้ เขาเป็นคนที่ภักดีต่อครอบครัว และรักเพื่อนของเขา ไม่ว่าเขาจะเหินห่างจากพวกเขาหรือไม่ก็ตาม แต่ตัวละครหลักของเราเขาก็มีข้อบกพร่อง คือ จากความภูมิใจในตัวเองของเขาที่มีมากจนเกินไป ทำให้เขาเสี่ยงโดยไม่จำหลายครั้ง เพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเขาไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่อย่างไรก็ตามในระหว่างการท่องเวลาในปี 1885 เมื่อบรรพบุรุษของเขา ได้เล่าเรื่องให้เขาฟังว่า Martin น้องชายของเขาถูกฆ่าตาย จากการทะเลาะเบาะแว้ง หลังจากที่มีคนถามหาความกล้าหาญของเขา หลังจากนั้น Marty ก็เริ่มทบทวนในเรื่องอีกครั้ง เพราะเขาไม่อยากตายก่อนวัยอันควรอย่างแน่นอน

ในปี 2015 ชีวิตของ Marty ได้ประปัญหาทางร่างกายจากความเจ็บปวดในระยะยาว จากอาการบาดเจ็บที่มือ ทำให้เขาไม่สามารถเล่นกีตาร์ได้อีกต่อไป การบาดเจ็บนี้เกิดขึ้นในปี 1985 หลังจากที่ Marty ยอมรับการท้าแข่งรถกับโรงเรียนศัตรู Douglas J. ในการแข่งรถบนถนน จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุไปชนเข้ากับรถคันอื่น ซึ่งเมื่อเขากลับไปที่ปี 1985 เขาจำเหตุการณ์นี้ได้ และเขาก็ได้เลือกเส้นทางใหม่ ปฏิเสธความท้าทายในการแข่งรถอย่างสุภาพหลีก ซึ่งเป็นการเลี่ยงการปะทะที่จะทำลายพรสวรรค์ทางดนตรีของเขา โดยเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ชมเห็นถึงวุฒิภาวะของเขา ที่เติบโตขึ้นจากเหตุการณ์ที่ได้ไปเรียนรู้มา จากการท่องเวลามามากมาย ทำให้ Marty ได้เรียนรู้ถึงวิธีการตัดสินใจที่ชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น จึงนำจุดนี้มาเปลี่ยนอนาคตของเขาให้ดีขึ้น ซึ่งก็ส่งผลทำให้ผู้ชมเข้าใจได้ว่า ทุกการตัดสินใจของเรานั้นส่งผลต่ออนาคตเสมอ โดยเฉพาะนิสัยอารมณ์ใจร้อน ที่อาจทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล 

ความประทับใจของผู้เขียนที่มีต่อภาพยนตร์ Back to the Future ทั้ง 3 ภาค ก็คือ มีการนำเสนอทั้งเรื่องราวในอดีต และอนาคต โดยมีการเชื่อมโยงตัวละครต่าง ๆ ในทุก ๆ ช่วงเวลาให้เข้ากันได้อย่างกลมกลืน อีกทั้งยังมีเหตุการณ์ลุ้นเอาใจช่วยพระเอกของเรา ในทุก ๆ ภาคว่า เขาจะสามารถเอาตัวรอด กลับไปสู่ยุคที่ตัวเองจากมาได้อย่างไร สุดท้ายแล้วกับคำถามที่ว่าอนาคตของพวกเราจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น Emmett Brown ก็ได้ยื่นกระดาษเปล่าให้เขามาหนึ่งแผ่น ซึ่งกระดาษใบนั้นเป็นเพียงกระดาษเปล่าไม่มีอะไรเขียนอยู่เลย ซึ่งฉากนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่าอนาคตของพวกเราจะเป็นอย่างไรไม่ว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลง หรือจะเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็ขึ้นอยู่กับว่าในปัจจุบันนี้ เราใช้ชีวิตแบบไหน ไม่มีใครสามารถมากำหนดเส้นทางอนาคตของเราได้ แต่เราคือผู้ที่เขียนเรื่องราวชีวิตของตัวเอง ซึ่งเป็นฉากจบที่ทำให้เกิดความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

จบไปแล้วกับการรีวิวหนัง Back to the future อย่าลืมติดตามการรีวิวหนัง และดูหนังผจญภัยใหม่ ๆ ได้ที่ “moviethai